"งานประจำ"...เส้นเลือดใหญ่ในยามเจ็บป่วย


 

โรคภัยไข้เจ็บเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ขึ้นชื่อว่าโรคภัยก็น่ากลัวทั้งนั้น โชคดีที่คนไทยยังมีระบบประกันสุขภาพจากภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นบัตรสิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือสิทธิบัตรทอง 30 บาท , สิทธิประกันของข้าราชการ และสิทธิประกันสังคม

 

แต่การรักษาพยาบาลจากการใช้สิทธิรักษาฟรีจากหน่วยงานรัฐที่สนับสนุน  ผู้ป่วยจะต้องยอมรับเงื่อนไขและการรักษาตามแบบโรงพยาบาลที่เราสังกัดอยู่ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใด ซึ่งบางครั้งเราอาจจะเจอการรักษาที่ดี เครื่องมือหรือยาใช้รักษาดี คุณหมอดี อันนี้ก็ถือว่าโชคดีไป แต่ในบางครั้งต้องยอมรับว่าการรักษาฟรี ก็อาจไม่ได้ดั่งใจผู้ป่วยซะทุกอย่าง 

 

กรณีที่จะเล่าให้ฟังนี้เป็นประสบการณ์โดยตรงของผู้เขียนเอง ซึ่งทำงานประจำในบริษัทเอกชนมีทั้งสิทธิประกันสังคม และประกันสุขภาพกลุ่มของพนักงานเพิ่มเติมอีก 1 สิทธิ และโดยปกติแล้วผู้เขียนเองมีสุขภาพร่างกายที่ค่อนข้างแข็งแรงมาก ไม่เคยเจ็บหรือป่วยด้วยโรคใหญ่ร้ายแรงอะไรทั้งนั้น เคยเป็นแค่ไข้หวัดธรรมดาและนานๆ ทีถึงจะเป็น และยังได้รับการตรวขสุขภาพทั่วไปในทุกๆ ปีจากสวัสดิการของพนักงานออฟฟิศ จึงมั่นใจมากในจุดนี้ว่า 

 

"ฉันคงไม่ต้องซื้อประกันอะไรเพิ่มเติมแล้วหล่ะ เพราะที่มีอยู่ก็น่าจะครอบคลุมแล้ว อีกอย่างคงไม่ค่อยได้ใช้" 

 

อย่างที่บอกไปว่าโรคภัยเกิดขึ้นได้กับทุกคนทั้งนั้นไม่เว้นแม้แต่ตัวผู้เขียนเอง ด้วยความที่ผู้เขียนแต่งงานมาสักพักแล้วอยากมีลูกแต่ไม่มีเสียที เลยไปหาหมอเพื่อตรวจสุขภาพภายใน ซึ่งต้องยอมรับว่าก่อนหน้านี้ไม่เคยคิดจะตรวจมาก่อนเลย เพราะคิดว่าก่อนแต่งตรวจแค่แพ็กเกจเบื้องต้นก็พอ ซึ่งมีแค่การตรวจเลือดแต่ไม่ได้มีการตรวจมดลูกภายใน และที่สำคัญคือคนไข้ "อาย" ที่จะต้องเปิดเผยพื้นที่อันเป็นส่วนตัวของผู้หญิงให้คุณหมอดู แม้จะแต่งงานมาหลายปีแล้วก็ตาม 

 

ปรากฎว่าผู้เขียนเองยอมข่มความอาย เพราะอยากมีลูกเป็นสิ่งสำคัญมากกว่าจึงยอมตรวจ แต่ด้วยความที่ยังอายอยู่เลยขอเลือกคุณหมอผู้หญิง เผื่อความอายจะลดน้อยลงบ้าง ซึ่งการเข้าโรงพยาบาลในครั้งนี้เจอแจ็คพอตใหญ่  

 

เหตุการณ์ขณะอัลตร้าซาวด์มดลูก

คุณหมอ : "อืม เจอเลยนะคะคนไข้"

คนไข้ : "เจออะไรค่ะคุณหมอ" ขณะถามตาก็ดูจอภาพที่แสดงการเคลื่อนไหวของอัลตร้าซาวด์ แต่ยังไม่เข้าใจ

คุณหมอ : "ช็อกโกแลตซีสต์ที่รังไข่ข้างขวาค่ะ จากการวัดขนาดดูประมาณ 5.8 เซนติเมตร คนไข้ควรทำการผ่าเพราะจะเป็นปัญหากับคนอยากมีลูกทำให้มียาก หรือถ้าคนไข้ท้องเองได้ก้อนนี้ก็อาจจะแตกในขณะตั้งครรภ์เป็นอันตรายได้ " 

คนไข้ : "..." สมองตอนนั้นว่างเปล่าไปชั่วขณะนึง แล้วก็นึกแต่ “นี้เราเป็นช็อกโกแลตซีสต์แล้วมันคืออะไร? มันอันตรายไหม?”

 

หลังจากออกมานอกห้องตรวจทางทีมโรงพยาบาลทำการนำแพ็กเกจผ่าตัดมาเสนอราคา มีผ่าตัดทั้งแบบธรรมดาและแบบส่องกล้อง ในตอนนั้นราคาผ่าแบบธรรมดาผู้เขียนจำไม่ได้ว่าเท่าไหร่แต่เป็นหลักหลายหมื่น และราคาแบบส่องกล้องหลักแสนต้นๆ ทีมงานสอบถามว่าเรามีประกันอะไรบ้าง จึงให้บัตรประกันสุขภาพกลุ่มไป ส่วนสิทธิประกันสังคมไม่ได้ขึ้นกับโรงพยาบาลแห่งนี้ 

 

ปรากฎว่าประกันสุขภาพกลุ่มสามารถลดค่าใช้จ่ายเราได้หลายหมื่นบาท แต่ตัวผู้เขียนเองขอนำข้อมูลทุกอย่างไปตัดสินใจร่วมกับสามีอีกครั้งแล้วค่อยตัดสินใจทีหลังว่าจะทำอย่างไรดี เพราะยังมีสิทธิประกันสังคมที่เราสามารถใช้ร่วมกับประกันสุขภาพกลุ่มได้ 

 

จากนั้นเราจึงหาข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับ "ช็อกโกแลตซีสต์" เพิ่มเติมทั้งจาก Google ว่ามันคืออะไร อันตรายมากไหม แม้คุณหมอจะอธิบายให้ฟังในเบื้องต้นแล้วก็ตาม แต่ผู้เขียนเองในขณะนั้นเกิดวิตกจริต กลัวชิ้นเนื้อเป็นมะเร็ง อยากจะดู ศึกษาข้อมูล หรือประสบการณ์ของผู้ที่เป็นโรคนี้ให้แน่ชัด ก่อนจะตัดสินใจทำการรักษาว่าจะทำอย่างไร และเลือกทำที่โรงพยาบาลไหนดี 

 

"บทสรุปเบื้องต้นคือผู้เขียนเลือกผ่าตัดแบบส่องกล้อง เพราะปลอดภัยและผลข้างเคียงน้อยกว่า บาดเจ็บน้อยกว่า รวมถึงฟื้นตัวได้เร็ว" 

 

อย่างที่บอกผู้ป่วยมีสิทธิประกันสังคมด้วยจึงโทรไปสอบถามโรงพยาบาลที่มีสิทธิ แค่เอ่ยว่าจะขอเลือกผ่าแบบส่องกล้อง โรงพยาบาลตอบกลับมาทันทีว่า

 

"ที่นี่ไม่มีการบริการผ่าตัดแบบส่องกล้อง เพราะไม่มีเครื่องมือดังกล่าว มีแต่การผ่าแบบกรีดหน้าท้องธรรมดา แต่หากผู้ป่วยต้องการเราจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมนำเครื่องมือดังกล่าวมาจากที่อื่นและทำการผ่าให้"

 

ซึ่งเคสของผู้เขียนไม่ได้เป็นโรคที่ทำการรักษาด้วยการผ่าแบบส่องกล้องเพียงอย่างเดียวเท่านั้นถึงหาย แต่ยังมีการรักษาแบบกรีดหน้าท้องธรรมดาที่รักษาฟรีให้ แต่ถ้าเป็นเคสอื่นที่ผู้ป่วยสิทธิประกันสังคมไม่สามารถรักษาในโรงพยาบาลที่สังกัดได้ เพราะไม่มีเครื่องมือทางการแพทย์หรือความถนัดเฉพาะทาง โรงพยาบาลต้นสังกัดจะทำการโอนผู้ป่วยไปโรงพยาบาลอื่นที่มีความชำนาญมากกว่าทันที หรือนำเครื่องมือจากที่อื่นมารักษาให้ฟรีตามสิทธิประกันสังคม  

 

เมื่อผลเป็นเช่นนี้ทำให้ตัดสินใจได้ง่ายมากขึ้นว่า 

 

"เราจะไม่ผ่าในโรงพยาบาลที่มีสิทธิประกันสังคม แม้มีสิทธิค่ารักษาช่วยเหลือแต่ไม่มีผ่าแบบส่องกล้อง เราควรเลือกผ่าตามโรงพยาบาลที่มีความถนัดทางด้านนี้และใช้สิทธิประกันสุขภาพกลุ่มเพียงอย่างเดียวดีกว่า" 

 

          จนสุดท้ายผู้เขียนหาข้อมูลและสอบถามความสมเหตุสมผลของราคา และความสามารถของตัวคุณหมอจนได้ผ่าในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งเสียส่วนต่างเองไปราวๆ กว่า 4 หมื่นบาท ซึ่งหลังจากผ่าตัดฟื้นตัวไวไม่รู้สึกเจ็บแผลนาน ไม่เหมือนกับประสบการณ์ของคนรู้จักที่ผ่าแบบกรีดหน้าท้องมาแม้ก้อนซีสต์หายไป และไม่ต้องจ่ายค่ารักษาเพราะใช้สิทธิจากภาครัฐคลอบคลุม แต่อาการปวดท้องเรื้อรังยังมีอยู่เพราะมีพังผืดขึ้นหลังผ่าจำนวนมาก 

 

กรณีนี้จะเห็นว่าหากรักษาแบบใช้สิทธิที่รัฐบาลมีให้คือประกันสังคมบวกกับประกันสุขภาพกลุ่มบริษัท ผู้เขียนอาจไม่ต้องเสียเงินเพิ่มหรือเสียเพิ่มคงเป็นแค่หลักพันถึงหมื่นต้นๆ แต่เพราะเลือกที่จะรักษาแบบส่องกล้องที่มีค่าใช้จ่ายสูงกว่า แต่ก็ยอมเพราะส่วนตัวคิดว่าความปลอดภัยมีมากกว่า 

 

และโชคดีที่มีประกันกลุ่มเพิ่มรวมถึงพอจะมีเงินเก็บส่วนต่างการรักษาอยู่บ้าง 

 

แต่สำหรับคนที่ไม่มีเงินเก็บรวมถึงไม่มีงานประจำ หรือไม่มีบัตรประกันสุขภาพอะไรเพิ่มเติม ก็ต้องยอมรักษาไปตามแบบที่มีสิทธิประกันของภาครัฐ อย่างที่บอกเจอคุณหมอที่มีความเชี่ยวชาญก็ดีไป แต่ถ้าไม่เราต้องยอมรับผลหลังจากการรักษาให้ได้ 

 

และจากเหตุการณ์นี้ทำให้ผู้เขียนคิดว่าเราไม่ควรรู้สึกอาย และควรตรวจสุขภาพโรคเฉพาะทางที่ผู้หญิงไทยนิมยมเป็นเพิ่มเติม อย่างพวกตรวจหาเนื้อร้ายหรือมะเร็งปากมดลูกตั้งแต่ก่อนแต่งงานด้วยซ้ำ ซึ่งปัจจุบันมีสิทธิตรวจฟรีมากมาย รวมถึงขณะที่เสียเงินรักษาเพิ่มเติมในครั้งนี้ยังคิดเลยว่าถ้าเราทำประกันเพิ่มอีก 1 ใบ คงได้รับการรักษาที่ดีอย่างที่เราตั้งใจและคลอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมด 

 

"หากอยากทำประกันเพิ่มแต่ไม่รู้จะเริ่มต้นตรงไหน ลองหาที่ปรึกษาหาตัวช่วยอย่างแอพ “Lumpsum” ผู้ช่วยในการวางแผนทางการเงินจาก efin ใช้ได้ฟรีทั้งในระบบ Android และในระบบ IOS "


27 มิถุนายน 2562

บทความแนะนำล่าสุด