ไม่มีรายการ

"หนี้บ้าน-รถ-บัตรเครดิต ทำไมคิดดอกเบี้ยต่างกัน"

24 เมษายน 2563


เคยสงสัยป่ะ ?

ผ่อนบ้านราคา 2 ล้าน กับ ผ่อนรถราคา 2 ล้าน

ทำไมผ่อนไม่เท่ากัน-หมดหนี้ไม่พร้อมกัน ?

ทั้งที่มันก็ยอดเดียวกัน

หรือผมฉงนอยู่คนเดียวนะ 

 

ใช่แหล่ะ บางคนอาจจะบอกว่า

"ก็เพราะคิดดอกเบี้ยคนละรูปแบบกันไง"

บ้านคิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก (Effective Rate)"

รถคิดดอกเบี้ยแบบคงที่ (Flat Rate) "

 

รู้...และหลายคนก็รู้ด้วยว่ามันคิดยังไง

แต่รู้ไหมว่าทำไมถึงคิดแบบนั้น ?

ทำไมบ้านไม่คิดแบบ Flat Rate

หรือรถไม่คิดแบบ Effective Rate

 

ด้วยความข้องใจ (จริง ๆ นะ)

จึงหาข้อมูลอย่างบ้าคลั่ง

ทั้งจากเว็บไซต์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

เว็บเพจต่าง ๆ ที่ให้ให้ความรู้เรื่องนี้่

จนถึงขั้นโทรหาบรรดากูรูการเงิน

สรุปว่า...

 

บ้านคิดแบบ Flat Rate ไม่ได้

คนกู้ตายก่อน...

รถคิดแบบ Effective Rate ไม่ได้

คนให้กู้เจ๊งก่อน...

 

ทำไม ?

ทั้งหมดเป็นเรื่องของ "เวลา"

เพราะบ้านเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น

หรือถ้าลดลงก็ลดลงไม่มาก

และรัฐสนับสนุนให้ทุกคนมีบ้าน

จึงให้ผ่อนแบบยาว ๆ ได้ (สูงสุด 30 ปี)

 

แต่รถมันมีอายุการใช้งาน มูลค่ามันลดลง

ภาษาบัญชีเรียกว่า "ค่าเสื่อม"

ระยะเวลาการผ่อนจึงจำกัด

สูงสุดที่เคยเห็น 7 ปี

 

และตามหลักการ

การผ่อนที่มีระยะเวลานาน

ต้องใช้แบบลดต้นลดดอก

เพื่อไม่ให้ดอกเบี้ยแพงเกินไป

 

ส่วนการผ่อนสินค้าที่มีค่าเสื่อม

โดยเฉพาะรถยนต์-มอเตอร์ไซด์

ต้องใช้วิธีผ่อนแบบ Flat Rate

เพราะของมันมีอายุการใช้งาน

 

แล้วทำไมลดต้นลดดอกใช้กับผ่อนสั้นไม่ได้ ?

เพราะคนปล่อยกู้จะไม่ได้อะไรเท่าไหร่สิ

กำไรของผู้ให้กู้คือ "ดอกเบี้ย"

ให้ผ่อนแบบลดต้นลดดอกไม่คุ้มสิ

 

ยกตัวอย่างนะ...

รถราคา 2 ล้าน ผ่อนแบบลดต้นลดดอก

ดอกเบี้ย 5% ต่อปี ผ่อน 7 ปี

ผมใช้โปรแกรมคำนวณ

รวมดอกเบี้ย 7 ปี เท่ากับ 374,497 บาท

 

แต่ถ้าผ่อนแบบ Flat Rate

ซึ่งคิดดอกเบี้ยจากยอดเงินกู้ก้อนแรก

รถราคา 2 ล้าน ดอกเบี้ย 5% ต่อปี

เท่ากับ 2,000,000 x 5% หรือ 100,000 บาทต่อปี

ผ่อน 7 ปี ดอกเบี้ยรวม 700,000 บาท ! ต่างกันเห็น ๆ

 

ทำไมแบงก์ใจร้าย คิดดอกโหดจัง ?

ก็เขามีต้นทุนหาเงินมาให้เรากู้

แถมต้องแบกความเสี่ยงเรื่องเบี้ยวหนี้อีก

ถ้าไม่โอเค ก็ทนเก็บเงินไปซื้อสดสิ

รอได้ไหมล่ะ ? หึหึ

 

เฮ้ย ! พอรู้เรื่องนี้ มันตอบคำถามผมได้เลย

ผมสงสัยมาเสมอว่า ...

"บ้านรถราคาเท่ากันทำไมผ่อนหมดไม่พร้อมกัน ?"

มันเป็นเรื่องของ “เวลา” ในการผ่อนไงไอ่ทิด !

ลองคิดดูว่าถ้าบ้าน 2 ล้าน ผ่อนแบบลดต้นลดดอก

ถ้าผ่อนให้ผ่อนหมด 7 ปีเหมือนรถ

ดอกเบี้ย 5% ต่อปี ค่างวดจะเท่ากับ 28,268 บาท/เดือน

ผ่อนไหวไหมล่ะ ?

ซึ่งเมื่อเทียบกับการผ่อน 30 ปี ค่างวดต่อเดือนแค่ 10,736 บาท

ผ่อนสบายกว่าเยอะ

อย่างที่บอก มันเป็นเรื่องของ "เวลา" ล้วน ๆ

คือถ้าเรามี "เวลา" ให้กันมากพอ

คงไม่ต้องลงเอยกันแบบนี้หรอก ว่าแมะ ?

เออะ...เดี๋ยว ๆ ไม่เกี่ยวมั้ง ฮิฮิ

 

จำไว้ว่า "ยิ่งผ่อนน้อยผ่อนนานดอกเบี้ยยิ่งเยอะ"

ก็ต้องแลกกัน ถ้าอยากมีบ้าน แต่มีเงินน้อย !

 

ส่วนผ่อนบ้านแบบ Flat Rate ไม่ต้องตัวอย่างหรอกมั้ง

เพราะเห็น ๆ อยู่แล้วว่าดอกเบี้ยบานตะเกียงแน่ ๆ

อะ ๆ สั้น ๆ นะ

บ้านราคา 2 ล้าน ดอกเบี้ย 5% ต่อปี

ดอกเบี้ยเท่ากับ 100,000 บาทต่อปี

30 ปี มี 360 เดือน

เอา 100,000 x 360 = 36,000,000 บาท !!!!!

ใครจะผ่อนวิธีนี้เชิญเลยนะ ผมขอบาย

ซึ่งหากคิดแบบลดต้นลดดอก ผ่อน 30 ปี

ดอกเบี้ยรวมแค่ 1,865,115 บาท ต่างกันฟ้ากับเหว

 

เหมือนที่สรุปไว้ตอนต้นว่า

บ้านคิดแบบ Flat Rate ไม่ได้

คนกู้ตายก่อน

ส่วนรถคิดแบบ Effective Rate ไม่ได้

เพราะคนให้กู้จะเจ๊งก่อน นั่นแล ...

ทีนี้มาดูการคิดดอกเบี้ยบัตรเครดิตบ้าง

อันนี้โคตรสยองบอกเลย !!!

 

แต่ก่อนจะไปเล่าถึงความโหด

ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า...

"บัตรเครดิต" มีวัตถุประสงค์คือ...

"สำหรับใช้ชำระสินค้าและบริการแทนเงินสด"

เหมาะสำหรับคนที่มีศักยภาพในการใช้จ่าย

ที่ไม่ต้องการพกถือเงินสด

มีเงื่อนไขสำคัญคือ...

"พอครบกำหนดงวดบิล ใช้ไปเท่าไหร่ ต้องจ่ายเต็มจำนวนและตรงเวลา"

ไม่เหมาะกับคนที่รูดไปก่อน แล้วค่อยว่ากัน

เพราะหากจ่ายช้า จ่ายไม่ครบ หรือจ่ายขั้นต่ำ

จะกลายเป็นการกู้เงินทันที !!!

และอัตราดอกเบี้ยที่คิดคือ 18% ต่อปี !!!

มากกว่ากู้ซื้อบ้านและรถหลายเท่าตัว

 

ทำไมถึงได้โหดขนาดนี้ ?

เพราะเป็นการกู้แบบไม่มีค้ำประกัน

ผู้ให้ใช้บัตรต้องจ่ายเงินค่าสินค้าและบริการไปก่อน

ความเสี่ยงสูงปรี๊ดดดดด ก็ต้องคิดดอกเบี้ยแพงสิ

 

ซึ่งเวลาคิดดอกเบี้ยไม่ได้คิดจากแค่เงินต้นคงค้างนะ

คิด 2 เด้ง คือยอดใช้จ่ายแรก + ยอดคงค้าง และคิดรายวัน

ไปอ่านเพิ่มเติมที่  *รู้หรือไม่...บัตรเครดิต คิดดอกเบี้ยยังไง? ทำไมไม่ควรจ่ายแค่ขั้นต่ำ *

คุณเอ้ย ถ้าได้เข้าวังวนจ่ายขั้นต่ำบัตรเครดิตนะ

7 ชั่วโคตรอะบอกเลย...

 

จำไว้ว่าการจ่ายขั้นต่ำไม่ใช่การผ่อน

จ่ายขั้นต่ำก็คือขั้นต่ำ อย่าเข้าใจผิด

 

และอย่างที่บอกเวลาใช้จ่ายบัตรเครดิต

"ต้องจ่ายเต็มจำนวนและตรงเวลา"

ขาดแม้แต่ 1 บาท ก็ไม่ได้

เพราะจะคิดดอกเบี้ยจากยอดใช้จ่ายทั้งหมด

ไม่ใช่ 1 บาทที่ค้างอยู่

แถมจ่ายช้ามีค่าปรับ-ค่าทวงถาม

 

ที่สำคัญคือห้ามไปกดเงินสดเด็ดขาด

เพราะจะโดนค่าธรรมเนียมอีก 3%

คือกดมา 10,000 บาท โดนแล้ว 300 บาท

แพงจัดปลัดบอก ขนาดปลัดลาออกยังโทรมาบอกว่าแพงจัด !

 

อ่าว...โหดขนาดนี้แล้วใช้ทำไม ?

ก็บอกแล้วว่าบัตรเครดิตมีไว้เพื่อ ...

"ใช้ชำระสินค้าและบริการแทนเงินสด

สำหรับคนที่มีศักยภาพในการใช้จ่าย

ที่ไม่ต้องการพกถือเงินสด"

ซึ่งถ้าใช้เป็นมีประโยชน์นะ

มีสะสมแต้มไว้แลกสิทธิพิเศษต่าง ๆ

มีส่วนลดเยอะแยะมากมาย

เอาไปผ่อน 0% กับร้านที่ร่วมรายการได้

(เอออันนี้เรียกผ่อน ผ่อนเจ๋งด้วยไม่มีดอกเบี้ย แต่จ่ายขั้นต่ำไม่ใช่การผ่อน จำไว้นะจ๊ะ)

 

สุดท้ายคือ สินเชื่อบุคคล-บัตรกดเงินสด

สินเชื่อ 2 แบบนี้คิดดอกเบี้ยสูงที่สุดถึง 28%

สูงสัด เอ้ย สูงสุดละ !!! ...

เพราะเป็นสินเชื่อไม่มีการค้ำประกัน แถมเป็นเงินสด

อาจจะดูแพงแต่โหดน้อยกว่าบัตรเครดิตเยอะ

 

เพราะคิดแบบลดต้นลดดอกจากเงินต้นคงเหลือ

คิดดอกเบี้ยแบบเด้งเดียว เหมือนสินเชื่อบ้าน

คือจ่ายต่องวดมากเท่าไหร่ เงินต้นก็ลดมาก ผ่อนหมดเร็วขึ้น

 

แต่ถ้าจ่ายแค่ขั้นต่ำก็ 7 ชั่วโคตรเหมือนบัตรเครดิต

เพราะดอกแพงมากถึง 28%

ขั้นต่ำจากยอดกู้สูง ๆ

อาจจะไม่พอตัดเงินต้นด้วยซ้ำ

เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นอย่าไปยุ่งเลยเนอะ

 

สรุปคือมีแค่กู้ซื้อรถที่คิดสินเชื่อแบบ Flat rate

เพราะเป็นสิ่งของและมีการเสื่อมสภาพ

ผ่อนไม่นาน หมดไว แต่ดอกเบี้ยและค่างวดสูง

ส่วนสินเชื่ออื่น ๆ คิดแบบลดต้นลดดอก

ความโหดร้ายขึ้นอยู่กับประเภทของสินเชื่อ

ระยะเวลาการผ่อน และ อัตราดอกเบี้ย


เพราะฉะนั้นหากจะต้องเป็นหนี้ ศึกษาให้ดี

เป็นหนี้เท่าที่จำเป็น จะไม่ลำเค็ญอย่างยาวนาน

/////////////////

หากคุณต้องการรวมหนี้ เพื่อแก้หนี้
สามารถยื่นสมัครสินเชื่อส่วนบุคคลเพื่อการแก้หนี้ได้ที่นี่ >> สมัคร คลิก

บทความแนะนำล่าสุด


บทความอื่นๆที่น่าสนใจ