ไม่มีรายการ

6+1 ขั้นตอนเลือกกองทุนรวม

03 พฤศจิกายน 2564


กองนั้นก็ดี กองนี้ก็น่าสนใจ เคาะซื้อรัว ๆ

กลับมาอีกที มีกองทุนเต็มพอร์ตไปหมด

แล้วจะมอนิเตอร์พอร์ตยังไงละทีนี้

วันนี้ Lumpsum จะพาทุกคนไปดูขั้นตอนเลือกกองทุนรวม

เลือกยังไงให้เป๊ะ ให้การลงทุนในกองทุนรวมปัง!! ปะ ไปดูกัน

 

Morningstar เป็นองค์กรที่ให้บริการข้อมูลและจัดอันดับเปรียบเทียบกองทุนรวม เปรียบเสมือนกับคนกลางที่คอยให้ข้อมูลกับนักลงทุน ซึ่งนักลงทุนสามารถเข้ามาดูข้อมูลได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ด้วยการจัดอันดับที่เรียกว่า “Morningstar Rating”

กองทุนที่จะได้รับการจัดอันดับโดย Morningstar จะต้องมีผลการดำเนินงานติดต่อกันอย่างน้อย 3 ปี (แบ่งการจัดอันดับ 3 ช่วงเวลา คือ 3 ปี, 5 ปีและ 10 ปี) โดยจัดอันดับด้วยการ “คำนวณผลตอบแทนแบบที่นำความเสี่ยงมาคำนึงถึงด้วย (Morningstar Risk-Adjusted Return)” และให้ดาวกับกองทุนที่ได้คะแนนมากที่สุด เรียงลำดับไปตั้งแต่ 5 ดาว จนถึง 1 ดาว

สามารถเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ > https://www.morningstarthailand.com/th/

 

Passive Fund เน้นสร้างผลตอบแทนให้ได้ใกล้เคียงกับดัชนีอ้างอิง (Benchmark) ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ จึงมีอีกชื่อเรียกว่า “Index Fund” อย่างไรก็ตาม Passive Fund มีโอกาสที่ผลตอบแทนอาจจะสูงหรือต่ำกว่า Benchmark ได้ เนื่องจากสินทรัพย์ที่กองทุนไปลงทุนอาจไม่ได้เหมือนกับดัชนีอ้างอิงแบบ 100%

การลงทุนระยะยาวถูกพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพมากพอที่จะสร้างความมั่งคั่งได้อย่างยั่งยืน เห็นได้จากงานวิจัยของ Harry Markowitz ที่พบว่า “การจัดสรรสินทรัพย์ลงทุน” เป็นส่วนสำคัญที่มีผลต่อการกระจายความเสี่ยงในการลงทุน ด้วยสัดส่วนสูงถึง 94% (Index Fund ได้กระจายการลงทุนอย่างดีพอแล้ว) ขณะที่การคัดเลือกสินทรัพย์ลงทุน และการจับจังหวะตลาด ช่วงสร้างผลตอบแทนสูงเป็นครั้งคราวในระยะสั้น แต่ในระยะยาวไม่สามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สอดคล้องกับ Warren Buffett ที่เสนอแนวคิดที่น่าสนใจไว้ว่า “ไม่มีนักลงทุนคนไหนที่สามารถเอาชนะตลาดได้ในระยะยาว” และสิ่งที่เป็นศัตรูของนักลงทุนมากที่สุดก็คือ “ค่าใช้จ่าย” และ “อารมณ์”

ด้วยกลยุทธ์ที่ต้องการให้ได้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับตลาด Passive Fund จึงมีค่าธรรมเนียมและความเสี่ยงต่ำ เนื่องจากเป็นการลงทุนตามดัชนีอ้างอิง ช่วยลดต้นทุนในการบริหารจัดการ และลดความเสี่ยงจากการเลือกหลักทรัพย์ผิดตัว

หลายคนอาจมีข้อสงสัยว่าทำไมถึงต้องเลือกลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนตามตลาด แทนที่จะลงทุนเพื่อให้ผลตอบแทนสูงกว่าตลาด คำตอบก็คือในตลาดที่มีประสิทธิภาพ จะไม่มีใครสามารถทำผลตอบแทนได้ดีกว่าตลาดระยะยาว

ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนแบบเชิงรับ (Passive Fund) จึงเหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาว และยังมีต้นทุนในการบริหารจัดการต่ำอีกด้วย

ส่วน Active Fund มีเป้าหมายสร้างผลตอบแทนสูงกว่าดัชนีอ้างอิง (Benchmark) หรือต้องการเอาชนะตลาด ผู้จัดการกองทุนจะต้องใช้ความสามารถในการเลือกหลักทรัพย์เข้าพอร์ต โดยมีแนวทางการวิเคราะห์ในการเลือกหลักทรัพย์ 2 แบบได้แก่

1. Top-down Analysis คือวิเคราะห์จากภาพรวมเศรษฐกิจ และลงไปในระดับอุตสาหกรรม ก่อนที่จะเลือกหุ้นแต่ละตัวจากปัจจัยพื้นฐาน

2. Bottom-up Analysis จะตรงกันข้ามจากวิธี Top-down คือเป็นการเลือกตัวหลักทรัพย์ก่อนที่จะพิจารณาปัจจัยด้านอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจ

การลงทุนแบบ Active Fund สามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ตามภาวะตลาด ทำให้มีโอกาสสร้างกำไรได้มากกว่าในช่วงที่ตลาดไม่ไปไหน และเหมาะสำหรับ

การลงทุนที่เน้นโอกาสทำกำไรระยะสั้น

ด้วยกลยุทธ์ที่ต้องการเอาชนะตลาด การลงทุนจึงพึ่งพาความสามารถของผู้จัดการกองทุนเป็นหลัก จึงมีค่าธรรมเนียมแพงกว่า Passive Fund และด้วยเป็นการลงทุนแบบจับจังหวะตลาด จึงมักเกิดการกระจุกตัวของสินทรัพย์ที่ลงทุน ซึ่งตามมาด้วยความเสี่ยงที่สูงขึ้น แต่นั่นก็แลกมากับโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนที่สูงกว่า ตามหลัก “High Risk High Return”

 

Passive Fund ควรเลือกลงทุนในกองทุนที่ให้ผลตอบแทนในอดีตใกล้เคียงกับดัชนีอ้างอิง (Benchmark) ให้มากที่สุด โดยเฉพาะกองทุนที่สามารถทำให้ได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว

Active Fund ควรเลือกกองทุนที่สามารถเอาชนะตลาดหรือดัชนีอ้างอิง (Benchmark) ได้มากที่สุด และต้องเป็นกองทุนที่สามารถทำให้ได้อย่างต่อเนื่อง

 

ความเสี่ยงในการลงทุน คือโอกาสที่เราจะขาดทุนเงินต้น ไม่ใช่โอกาสที่จะได้กำไรน้อยกว่าคาด

ความเสี่ยงของกองทุนรวมจะถูกประเมินและระบุไว้ในหนังสือชี้ชวน ระดับความเสี่ยงโดยรวมของกองทุนจะแสดงไว้ในรูปของ Risk Spectrum จากระดับ 1 ถึง 8 โดยความเสี่ยงระดับ 1 มีโอกาสขาดทุนเงินต้นต่ำสุด ส่วนความเสี่ยงระดับ 8 มีโอกาสขาดทุนเงินต้นสูงสุด

ปัจจัยความเสี่ยงที่สำคัญ จะถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ 1) ความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา 2) ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน และ 3) ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวในสินทรัพย์ที่ลงทุน

“ความเสี่ยง” เป็นหนึ่งในส่วนสำคัญที่เราสามารถนำไปพิจารณาว่ากองทุนนี้เหมาะกับเราหรือไม่

 

เงินปันผลของกองทุนรวมมาจากมูลค่าสินทรัพย์ของกำทุนรวมที่เพิ่มขึ้นหรือกองทุนมีกำไรนั่นเอง แล้วนำมาจ่ายเป็นปันผล ซึ่งเงินปันผลที่จ่ายออกมาจะทำให้มูลค่าสินทรัพย์ของกองทุนลดลง ราคา NAV จึงมักต่ำกว่ากองทุนที่ไม่จ่ายเงินปันผล ขณะที่กองทุนที่ไม่จ่ายเงินปันผล จะนำกำไรที่เพิ่มขึ้นไปลงทุนต่อ มูลค่า NAV จึงเพิ่มขึ้นตามมูลค่าสินทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น

กองทุนรวมที่จ่ายปันผลจะเน้นการสร้างกระแสเงินสดให้กับผู้ถือหน่วยลงทุนที่ต้องการรายได้ระหว่างลงทุน (เป็นรายได้ที่เรียกว่า Passive income) ส่วนกองทุนรวมแบบไม่จ่ายปันผลจะนำผลกำไรไปลงทุนต่อเพื่อให้นักลงทุนได้ผลตอบแทนจากส่วนต่างราคา NAV ในระยะยาว

นอกจากนี้ ยังมีกองทุนรวมอีกประเภท ที่มีลักษณะคล้ายกับกองทุนรวมที่จ่ายปันผล คือ มีกระแสเงินสดระหว่างลงทุนเหมือนกัน แต่ “ไม่ต้องเสียภาษี” ซึ่งเรียกว่า กองทุนแบบขายคืนหน่วยลงทุนอัตโนมัติ หรือ Auto Redemption

 

ของฟรีไม่มีในโลก!!

บลจ. เป็นเสมือนองค์กรรับจ้างบริหารจัดการการลงทุน กล่าวคือ นำเงินไปลงทุนแทนเรา ดังนั้น จึงมีค่าจ้างที่เรียกว่า “ค่าธรรมเนียม”

ค่าธรรมเนียมในการลงทุนกองทุนรวมแบ่งได้ 2 แบบ คือ ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากผู้ถือหน่วย และค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากกองทุนรวม

1. ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากผู้ถือหน่วย

ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากผู้ถือหน่วย เป็นค่าธรรมเนียมที่ บลจ. จะเก็บจากนักลงทุนโดยตรง จะเกิดขึ้นตอน “ซื้อ” หรือ “ขาย” หน่วยลงทุน โดยจะเก็บเป็น % ของมูลค่าซื้อขาย คิดรวมเข้าไปในราคา NAV ที่ บลจ. แจ้งให้ทราบตอนยืนยันคำสั่งซื้อขาย

ตัวอย่างค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากผู้ถือหน่วย

Front-end = ค่าธรรมเนียมขายหน่วยลงทุน จะถูกเก็บตอนเราซื้อ (กองทุนขายหน่วยลงทุนให้เรา)

Back-end = ค่าธรรมเนียมซื้อคืนหน่วยลงทุน จะถูกเก็บตอนเราขาย (กองทุนซื้อหน่วยลงทุนคืนจากเรา)

Switching-in = ค่าธรรมเนียมสับเปลี่ยนเข้า จะถูกเก็บตอนซื้อกองที่ย้ายมาจากกองอื่นใน บลจ. เดียวกัน

Switching-out = ค่าธรรมเนียมสับเปลี่ยนออก เก็บตอนขายกองเพื่อย้ายไปกองอื่นใน บลจ. เดียวกัน

Exit Fee = ค่าธรรมเนียมขายออกก่อนเวลาที่กำหนด บางกองทุนจะกำหนดระยะเวลาถือกองทุนขั้นต่ำ เพื่อไม่ให้การซื้อขายถี่ ๆ มารบกวนการบริหารกองทุน ถ้าเราซื้อแล้วขายออกก่อนเวลาที่กำหนดก็จะถูกหักค่าธรรมเนียม

2. ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากกองทุนรวม

ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากกองทุนรวม เป็นค่าธรรมเนียมที่นักลงทุนจะไม่ถูกเรียกเก็บโดยตรง แต่กองทุนจะหักค่าธรรมเนียมส่วนนี้ออกจากมูลค่า NAV ของกองทุน ที่คำนวณทุกวัน โดย % ค่าธรรมเนียมส่วนนี้จะเป็น % ต่อปี จึงต้องถูกหารด้วย 365 เพื่อคิดเป็น % ต่อวัน แล้วนำไปหักออกจาก NAV วันต่อวัน

ตัวอย่าง กองทุน ABC เก็บค่าบริหารจัดการปีละ 2% แสดงว่ากองทุนนี้จะหัก NAV ออกไปวันละ 2%/365 = 0.00548% โดยจะหักไปพร้อมกับการคำนวณมูลค่า NAV ณ สิ้นวัน

ตัวอย่างค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากกองทุนรวม

Management Fee = ค่าธรรมเนียมการจัดการ เป็นค่าใช้จ่ายที่ บลจ. เรียกเก็บจากการบริหารเงินลงทุนของกองทุนให้ผู้ถือหน่วย ค่าธรรมเนียมส่วนนี้เป็นค่าแรงของทีมผู้จัดการกองทุน ที่มีหน้าที่บริหารเงินให้เรา จะแตกต่างไปตามความยากง่ายในการบริหาร เช่น กองทุนรวมตราสารทุนหรือกองทุนรวมหุ้นมีค่าธรรมเนียมการจัดการสูงกว่ากองทุนรวมตราสารหนี้ เนื่องจากการบริหารกองทุนมีความยุ่งยากและซับซ้อนมากกว่า

Trustee Fee = ค่าธรรมเนียมผู้ดูแลผลประโยชน์ เป็นค่าใช้จ่ายที่ผู้ดูแลผลประโยชน์ของกองทุนรวมเรียกเก็บจากกองทุนรวม จากการมีหน้าที่รับรองราคา NAV ให้ถูกต้อง และควบคุมให้กองทุนดูแลผลประโยชน์นักลงทุนตามนโยบาย

Registrar Fee = ค่าธรรมเนียมนายทะเบียน ซึ่งมีหน้าที่ดูแลรายชื่อผู้ถือหน่วยลงทุน และสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เช่น การจ่ายเงินปันผล

ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากกองทุนรวมจะต่างจากค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากผู้ถือหน่วย ที่จะถูกเรียกเก็บตอนซื้อหรือขายเพียงครั้งเดียว แต่ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากกองทุนรวมจะถูกเก็บทุกวันโดยหักจาก NAV นั่นหมายความว่า ค่าธรรมเนียมส่วนนี้เลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น ควรเลือกกองทุนที่มีค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากกองทุนรวมต่ำเมื่อเทียบกับผลการดำเนินการ ไม่เช่นนั้นจะเหมือนว่าเราขาดทุนทุกวัน

หลักการเลือกกองทุนรวมจากค่าธรรมเนียม

- หลีกเลี่ยงการซื้อขายกองทุนบ่อยเกินไป โดยเฉพาะกองที่มีค่าธรรมเนียมซื้อขายสูง กองทุนรวมจึงเหมาะกับการลงทุนระยะยาว ไม่เหมาะกับการเก็งกำไรระยะสั้น

- อย่าเห็นแก่ค่าธรรมเนียมถูก ต้องดูที่ผลตอบแทนเป็นหลัก เพราะค่าธรรมเนียมควรจะคุ้มค่าเมื่อเทียบกับผลตอบแทนที่กองทุนรวมนั้น ๆ ทำได้

- ค่าธรรมเนียมต้องเปรียบเทียบกับกองทุนในกลุ่มเดียวกันเท่านั้น เพราะกองทุนแต่ละประเภทมีค่าใช้จ่ายในการบริหารแตกต่างกัน

- สำหรับกองทุนรวมหุ้น ถ้ามีกลยุทธ์การลงทุนแบบเชิงรับ (Passive Fund) ที่ผู้จัดการกองทุนเลือกหลักทรัพย์และจัดน้ำหนักการลงทุนในลักษณะเดียวกับดัชนีอ้างอิง เช่น SET50 Index มักจะมีค่าธรรมเนียมการจัดการน้อยกว่าแบบเชิงรุก (Active Fund) ที่มุ่งให้ได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าตลาดหรือดัชนีอ้างอิง ดังนั้น จึงต้องระวังในการเลือก Active Fund ที่เก็บค่าธรรมเนียมแพงแต่ทำผลงานไม่คุ้มค่า

เรื่องต้องรู้!! หากกองทุนไหนมีค่าธรรมเนียมขายหน่วยลงทุน (Front-end Fee) จะทำให้เราขาดทุนทันทีที่ซื้อ เพราะค่าธรรมเนียมตัวนี้จะถูกเก็บตอนเราซื้อทันและหักไปจากเงินต้นที่เราซื้อกองทุนนั้น ๆ (กองทุนขายหน่วยลงทุนให้เรา)

 

แต่ก่อนกองทุนรวมมักจะมีข้อกำหนดขั้นต่ำในการลงทุน 500 บาท แต่ปัจจุบันได้ปรับเพดานลงมาเหลือเพียงแค่ 1 บาท ซึ่งเป็นข้อดีที่ทำให้นักลงทุนหน้าใหม่ที่ยังมีทุนน้อยเข้าถึงการลงทุนได้ง่ายขึ้น โดยข้อมูลนี้จะถูกระบุในส่วนท้ายของหนังสือชี้ชวนครับ

 

สรุป 6+1 ขั้นตอนเลือกกองทุน

1. เน้นกองทุนที่ได้ 3 ดาวขึ้นไป ตามการจัดอันดับของ Morningstar

2. เน้น Passive Fund สำหรับการลงทุนระยะยาว และเน้น Active Fund สำหรับการจับจังหวะตลาด

3. ดูผลตอบแทนในอดีต (แม้จะไม่การันตีถึงผลตอบแทนในอนาคต แต่อย่างน้อยบอกได้ว่าผู้จัดการกองทุนนั้นเก่งมากน้อยแค่ไหน)

4. ดูความเสี่ยง ควรเลือกให้เหมาะกับระดับความเสี่ยงที่เรายอมรับได้

5. ดูว่าจ่ายหรือไม่จ่ายปันผล (ลงทุนระยะยาวควรเน้นกองที่ไม่จ่ายปันผล เพื่อให้เงินได้ทำงานต่ออย่างเต็มที่)

6. ดูค่าธรรมเนียม หากองค์ประกอบอื่นใกล้เคียงกัน ต้องเลือกกองทุนที่ค่าธรรมเนียมถูกกว่า

7. ดูขั้นต่ำซื้อลงทุน (มีขั้นต่ำ 1 บาท ทำให้ลงทุนได้ง่ายขึ้นสำหรับคนที่ทุนน้อย)

บทความแนะนำล่าสุด


บทความอื่นๆที่น่าสนใจ