ไม่มีรายการ

เปิด 4 เคล็ดลับ เพิ่มสภาพคล่องช่วงวิกฤติ

13 เมษายน 2563


 

ในช่วงที่เราชักหน้าไม่ถึงหลัง เราอาจจะมองหาแต่ช่องทางที่จะ "ลดรายจ่าย" รวมถึงการขอ "พักหนี้" เพื่อทำให้เหลือกระแสเงินสดเพิ่มขึ้นต่อเดือน แต่จริงๆ แล้ว หลายคนอาจลืมไปว่า เรายังสามารถ "พักออม" ของเราได้เช่นกัน โดยที่ไม่เสียหายอะไร แต่จะได้สภาพคล่องเพิ่มขึ้น

#1.พักเงินฝากประจำ

ใครที่มีบัญชีเงินฝากประจำ เช่น แบบ 12 เดือน 24 เดือน หรือ 36 เดือน เราสามารถขาดฝากได้ โดยที่ยังได้รับดอกเบี้ยตามเงื่อนไขเดิม เพราะโดยทั่วไปของเงินฝากประจำจะผ่อนผันได้ไม่เกิน 2 เดือนตลอดระยะเวลาการฝาก

เราจึงไม่ต้องกังวลว่ามันจะผิดกติกาของธนาคาร ใครฝากประเภทไหน ให้สอบถามไปทางธนาคาร หรือเข้าไปอ่านเงื่อนไขของบัญชีเงินฝากประเภทนั้นๆ ในเว็บไซต์ แต่เท่าที่สำรวจดูส่วนใหญ่จะผ่อนผันให้ 2 เดือนค่ะ เช่น ฝากประจำธนาคารกรุงศรี ฝากประจำธนาคารไทยพาณิชย์ เป็นต้น

แค่นี้เราก็โล่งไปได้สัก 2 เดือน และนำเงินที่เราจะออมเดือนละ 5,000 บาทไปใช้จ่ายในเรื่องที่เร่งด่วนได้ โดยที่ไม่ต้องไปกู้ยืมก้อนใหม่ให้เสียดอกเบี้ยโดยไม่จำเป็น แถมเมื่อครบกำหนดฝาก เราก็ยังได้ดอกเบี้ยตามเงื่อนไขของสัญญาอีกด้วยค่ะ

#2.พักออมหุ้น DCA

ใครที่มีบัญชีออมหุ้นแบบอัตโนมัติกับโบรกเกอร์ หรือที่เรียกว่าออมแบบ DCA หากเราเดือดร้อนต้องใช้เงิน เราสามารถพักการลงทุนในเดือนนั้นๆ ได้อัตโนมัติเช่นกัน โดยสามารถแจ้งผ่านแอปพลิเคชันของแต่ละโบรกฯ ที่เราเปิดพอร์ตอยู่ บางที่มีให้เลือกพักนานสุด 6 เดือน หลังจากนั้นเราก็ค่อยมาเริ่มออมต่อเนื่อง ซึ่งเมื่อเราแจ้งไปทางแอปแล้ว เงินในบัญชีของเราก็จะไม่ถูกตัดอัตโนมัติ แค่นี้ก็มีสภาพคล่องเพิ่มขึ้นมาได้แล้วค่ะ

ถ้าไม่แน่ใจหรือไม่ทราบขั้นตอนการพักออมหุ้นชั่วคราว ให้ลองสอบถามจากโบรกฯ ที่เราเป็นลูกค้านะคะ

#3.กู้เงินจากกรมธรรม์

ใครที่ใกล้จะถึงวันครบกำหนดจ่ายค่ากรมธรรม์รายปีแต่เงินขาดมือ ปกติแล้วเราจะมีเวลาผ่อนผันผันประมาณ 30 หรือ 31 วันนับจากวันที่ครบกำหนดจ่ายเบี้ยประกัน แต่ถ้าประเมินแล้วว่าเกินจากระยะเวลาลาผ่อนผันไปแล้ว เราก็ไม่น่าจะมีจ่ายแน่ๆ ก็ไม่ต้องตกใจว่ากรมธรรม์เราจะขาด เพราะเมื่อเกินกำหนดแล้วยังไม่มีจ่าย โดยทั่วไปทางบริษัทประกันชีวิต จะใช้วิธีการกู้ชำระเบี้ยประกันให้โดยอัตโนมัติ โดยการกู้จากมูลค่ากรมธรรม์ประกันชีวิตของเรานั่นเอง

อย่างไรก็ ขอแนะนำให้ท่านที่คิดว่าตนเองไม่น่าจะมีความพร้อมในการจ่ายเบี้ยในรอบถัดไปแน่ๆ สอบถามจากตัวแทน หรือบริษัทประกันชีวิตว่ากรมธรรม์ของท่านมีสิทธิกู้ได้หรือไม่ จากที่ค้นข้อมูลมาพบว่า แบบประกันภัยที่กู้ได้จะเป็นแบบที่มีมูลค่าเงินสด เช่น แบบสะสมทรัพย์รับบำนาญ แบบออมทรัพย์ และแบบคุ้มครองตลอดชีพ เป็นต้น และบางกรมธรรม์เราจะต้องจ่ายเบี้ยมาแล้ว 2 หรือ 3 ปีขึ้นไปถึงจะมีสิทธิกู้ได้

ส่วนอัตราดอกเบี้ยก็จะต่ำราวๆ 6-7% เมื่อเทียบกับที่เราไปกดจากบัตรเครดิต หรือกู้สินเชื่อส่วนบุคคลที่ 18% และ 28% ตามลำดับ หรือหนักสุดไปกู้เงินนอกระบบจะยิ่งเสียดอกเบี้ยสูงกว่านี้อีก ดังนั้น วิธีกู้จากกรมธรรม์ช่วยให้เราหายใจโล่งปอดขึ้นมาได้บ้าง โดยเฉพาะใครที่จ่ายเบี้ยปีหนึ่งหลายหมื่นบาท ก็น่าจะพอทุเลาไปพอสมควรค่ะ

อ่านเพิ่มเติม : ร้อนเงิน…กรมธรรม์ประกันชีวิตใช้กู้เงินได้นะ

อ่านเพิ่มเติม : เพียงรู้สิทธิ ประกันชีวิตช่วยจัดการได้ 

#4.บัตรเงินสด

วิธีนี้ขอแนะนำเป็นทางเลือกสุดท้าย บัตรนี้หากใช้ให้เป็นก็มีประโยชน์ แต่หลายคนใช้อย่างไม่ระมัดระวัง สุดท้ายเป็นหนี้ก้อนโต อย่างไรก็ตาม หากจำเป็นเร่งด่วนจริงๆ ทางเลือกนี้ก็น่าจะดีกว่าไปพึ่งเงินกู้นอกระบบ หรือต้องไปรบกวนเพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง เพราะในห้วงเวลานี้ใครๆ ก็คงจะเดือดร้อนไม่ต่างกัน

ดังนั้น หากเรายังพอมีเครดิตเราก็หาทางเลือกในการเพิ่มสภาพคล่องด้วยตัวเอง แทนที่จะไปรบกวนผู้อื่น (เพราะเรื่องเงินไม่เข้าใครออกใคร) โดยดอกเบี้ยบัตรกดเงินสดอยู่ที่ 28% ต่อปี แต่ก็มีข้อดีคือหากเราไม่กดเงินออกมาใช้ ก็ยังไม่เสียดอกเบี้ย ซึ่งจะต่างจากสินเชื่อส่วนบุคคล ที่จะได้เป็นก้อนออกมาเลยและดอกเบี้ยจะวิ่งทันทีที่เราได้รับเงินโอนเข้าบัญชี

*สุดท้ายนี้ขอฝากไว้อีกเรื่องที่สำคัญค่ะ เดือดร้อนแค่ไหนก็ขอให้รักษาเงินทุนสำรองท้องพระคลังที่เรามีใน "กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ" ที่อุตส่าห์ (อาจไม่เต็มใจ/ฝืนใจ) อดออมมายาวนานหลายปีร่วมกันกับนายจ้าง อย่าด่วนตัดสินใจลาออกจากกองทุนนั้นเด็ดขาด! ขอให้มันยังคงอยู่ไปจนถึงวันเกษียณ เพราะนี่...อาจจะเป็นเงินก้อนใหญ่สุดที่เราเหลืออยู่ในบั้นปลายชีวิต

บทความที่เกี่ยวข้อง : กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ..ตู้เติมเงินในบริษัท ที่คุณต้องตักตวง!

บทความแนะนำล่าสุด


บทความอื่นๆที่น่าสนใจ